ตำรวจ จับสองสาวใหญ่ กักตุนหน้ากากอนามัย และขายผ่านออนไลน์เกินราคา มูลค่ากว่า 11.5 ล้านบาท

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID 19 ทำให้มีกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่วงโอกาส กักตุนหน้ากากอนามัยนำเสนอจำหน่ายผ่านทางโซเชียลมีเดีย แล้วนำมาจำหน่ายในราคาแพง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน ในการนี้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการเร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุม กลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกักตุนหน้ากากอนามัย แล้วนำมาจำหน่ายในราคาแพงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนนำตัวมาดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดโดยเร็ว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร., ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ผอ.ศปอส.ตร.) ดำเนินการเร่งรัด สืบสวนติดตามจับกุม ตามสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยประสานการปฏิบัติกับ บช.ก., บช.น., บช.ทท. และตำรวจภูธร 1-9

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./ รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร./ รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ผบช.สทส./ หน.ฝอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผบช.ทท., พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา รอง ผบช.สทส. / รอง หน.ฝ่ายเทคนิคและสืบสวน ศปอส.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.ขส.บช.ปส./ หน.ชุดปฏิบัติการทางเทคนิค, พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. ดำเนินการประสานงานกับนายชาตรี อารีวงศ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายในเข้าสืบสวนและจับกุม จนกระทั่งสามารถจับกุมกระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย ลักลอบจำหน่ายในราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสลิล หรือกิ๊ฟ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี และ นางสาววีณ์รฐา หรือน้ำ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี

ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเทคนิคและสืบสวน ศปอส.ตร. สืบสวนพบว่ามีกระบวนการนำเข้าหน้ากากอนามัย จากต่างประเทศ แล้วลักลอบจำหน่ายในปริมาณมากลักษณะการขายส่งในราคาแพงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เมื่อผู้ค้ารายย่อยมาซื้อไปแล้ว จะนำไปขายต่อให้กับผู้ค้ารายอื่นหรือขายให้กับประชาชนทั่วไป ก็จะมีการบวกกำไรอีกเป็นทอดๆ ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก เป็นการซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนประชาชนทั่วไปที่มีความจำเป็นจะต้องใช้หน้ากากอนามัย จึงได้ประสานงานกับ บก.ปคบ. และ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมดำเนินการ โดยได้ให้สายลับแฝงตัวไปอยู่ในกลุ่มผู้ค้าหน้ากากอนามัย ต่อมา มีนางสลิล ปันศรี (กิ๊ฟ) ได้ติดต่อกับสายลับ อ้างมาว่า สามารถหาหน้ากากอนามัยมาจำหน่ายจำนวนมากกว่า 10 ล้านชิ้น ให้สายลับหานายทุนมาซื้อได้ ชุดสืบสวนจึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ วางแผนการล่อซื้อ ในวันที่ 18 เม.ย.2563 ได้ติดต่อสั่งซื้อหน้ากากอนามัยจาก นางสาววีณ์รฐา (น้ำ) โดยมี นางสลิล  (กิ๊ฟ) เป็นนายหน้า ได้ตกลงจะซื้อหน้ากากอนามัย จำนวน 1,000,000 ชิ้น ในราคาชิ้นละ 11.50 บาท รวมเป็นเงิน 11.5 ล้านบาท นัดหมายรับสินค้ากันในวันที่ 19 เม.ย.2563

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2563 เจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. และกรมการค้าภายใน สามารถล่อซื้อจับกุม นางสลิล (กิ๊ฟ) และนางสาววีณ์รฐา (น้ำ) ได้ที่บริษัท กานต์สลิล ซัพพลายเออร์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ 3/354 ซ.เทพนิมิตรเหนือ ถ.เอกชัย-บางบอน แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม. พร้อมของกลาง หน้ากากอนามัยประมาณ 5 แสนชิ้น พร้อมกล่องไม่ระบุยี่ห้อ จำนวน 7,500 กล่อง ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ประกอบกับ ประกาศคณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการหน้ากากอนามัย

  1. จงใจทำให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วน ซึ่งราคาของสินค้า (หน้ากากอนามัย) อันมีความผิดมาตรา 29 และมีโทษตามมาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. เป็นผู้ผลิตไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต กระบวนการผลิต และวิธีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีความผิดมาตรา 25 และมีโทษตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ขออย่าได้หลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่โพสต์ โฆษณา ชวนเชื่อ ให้ซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านทาง Online เพราะจะตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินได้ อย่างไรก็ตาม หากพี่น้องประชาชนมีเบาะแส หรือได้รับ ความเดือนร้อนจากการเอารัดเอาเปรียบในการจำหน่ายหน้ากากอนามัยหรือเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนของ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ที่สายด่วนหมายเลข 1155 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง