วันจันทร์, 16 มีนาคม 2569

(มีคลิป) เชียงใหม่รวมพลังช่างฟ้อน ยอสวยไหว้สา “พระญามังราย” เตรียมฟ้อนยิ่งใหญ่ 730 คนรับปี๋ใหม่เมือง ย้ำชัดไม่มีดราม่าผ้าซิ่นหลากสี สืบสานฮีตฮอยล้านนา 730 ปี

เชียงใหม่รวมพลังช่างฟ้อน ยอสวยไหว้สา “พระญามังราย” เตรียมฟ้อนยิ่งใหญ่ 730 คนรับปี๋ใหม่เมือง ย้ำชัดไม่มีดราม่าผ้าซิ่นหลากสี สืบสานฮีตฮอยล้านนา 730 ปี

วันที่ 15 มี.ค. 69 ที่ลานหอพื้นถิ่นล้านนา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนเครือข่ายชุมชนเมืองฮักเชียงใหม่ ได้นำกลุ่มช่างฟ้อนพื้นเมืองล้านนา มีเด็กอายุตั้งแต่ 3 – 4 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุ รวมกว่า 100 คน ร่วมทำพิธียอสวยไหว้สา พระญามังราย หรือพิธียกขันไหว้ครู ก่อนจะร่วมฟ้อนรำถวาย และเข้ารับการอบรมในช่วงวันเสาร์ และอาทิตย์ ไปจนถึงวันที่ 5 เม.ย. 69 ที่เตรียมจะมีการซ้อมฟ้อนเสมือนจริงครั้งใหญ่ ที่จะมีช่างฟ้อน 730 คน ร่วมฟ้อน เนื่องในวันที่ 12 เม.ย. 69 ที่จะเข้าสู่เทศกาลปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์

นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนเครือข่ายชุมชนเมืองฮักเชียงใหม่ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 แล้ว ที่เคยจัดไหว้สาพระญามังราย ในโอกาสวันเกิดเมืองเชียงใหม่ 12 เมษายน ของทุกปี ซึ่งพิธีการที่ควบคู่กันมาตลอดตามจารีตประเพณีคือ พิธีกรรมไว้ครูฟ้อนในวันนี้ สมัยใหม่มีการฟ้อนกับครูยูทูป แต่ของเราเป็นจารีตของคนเมืองล้านนาอย่างแท้จริง เรียกว่า “ฟ้อนหัววัด” บ้านเราก็มีฟ้อนราชสำนัก , ฟ้อนคุ้ม แต่ในส่วนของเชียงใหม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ก่อนที่จะมีการฟ้อนและการอบรม ก็จะมีการทำพิธีไหว้ครูฟ้อน เพราะเชียงใหม่ คนล้านนา นับถือเรื่องครูบาอาจารย์ หากมีการไหว้ครู ยกขันครูก็จะเป็นสิริมงคลกับคนที่มาร่วมอบรม มาร่วมฟ้อนด้วย ทุกครั้งที่มีการอบรมฟ้อนก็จะมีการไหว้ครูทุกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่พยายามทำ การรักษา “ฮีตฮอย” (จารีตประเพณี) ของคนเมืองล้านนาไว้ให้ลูกหลาน จะสังเกตุเห็นว่าในการอบรมจะมีเด็กอายุตั้งแต่ 3 – 4 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มาร่วม การฟ้อนครั้งนี้ เชียงใหม่ครบรอบ 730 ปี ก็จะมีช่างฟ้อนจำนวน 730 คน มาร่วมฟ้อน เครื่องสักการะบวงสรวง ก็จะมีครูบาอาจารย์เป็นผู้แนะนำมา ทั้งอาหารคาวหวาน การจัดขันโตก และเครื่องบวงสรวงอื่นๆ ก็พยายามสะสมองค์ความรู้ แล้วประมวลเก็บไว้ เพื่อให้ในอนาคตจะให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาผลักดันแทนคนรุ่นเก่าที่อายุมากแล้ว บางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว

จะมีการซ้อมฟ้อนครั้งใหญ่เสมือนจริง ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. 69 ที่ลานด้านหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถนนพระปกเกล้า ก็จะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. จะมีการซ้อมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งการฟ้อนก็ไม่ใช่แค่ช่างฟ้อนที่มาร่วมอบรม แต่ก็มีคณะที่จะมาร่วมจากอำเภอต่างๆ อีก หากไม่มีการซ้อมใหญ่ ก็จะไม่พร้อมเพียงกัน ภาพออกมาจะไม่สวยงาม จึงมีการซ้อมใหญ่เกิดขึ้น

เรื่องการดราม่าผ้าซิ่น ที่เคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นว่าผ้าสีไม่เหมือนกัน หรือการบังคับให้ตัดผ้าซิ่น แต่งกายให้เหมือนกัน ตรงนี้เรามีชุดช่างฟ้อนที่เป็นผ้าพื้นเมืองจริงๆ ซิ่นทอ ผ้าทอมือ ใส่สไบ และเครื่องแต่งกายอื่นๆ ให้ครบตามองค์ประกอบของช่างฟ้อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ช่างฟ้อนหัววัด เขาจะรู้กันอยู่แล้วว่าแต่งกายแบบไหน ช่างฟ้อนที่มาจากอำเภอต่างๆ ก็จะใส่ชุดที่เป็นคณะของเขา สิ่งที่เราทำมาทุกปี สามารถแสดงจุดยืนได้ว่า ผ้าซิ่นขอเป็นผ้าฝ้ายเท่านั้น ผ้าทอ ผ้าไหมไม่ต้องใส่มา เพราะมองว่างานที่จัดขึ้นอยากให้มองเห็นว่าเป็นงานศักยภาพของชาวบ้านธรรมดาที่ลุกขึ้นมาช่วยกันทำงานเพื่อเมืองเชียงใหม่ได้

อยากฝากบอกว่า หลายๆ คน ดีใจได้ปลื้มกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ แล้วเราหลงลืมวัฒนธรรมของตนเอง สิ่งหนึ่งที่คนมาเชียงใหม่อยากเห็น คล้ายกับเราไปต่างประเทศ ก็อยากรู้ว่ารากเหง้าของเขาเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับเชียงใหม่ หากไม่รักษาจารีตประเพณีที่ถูกต้องของเราไว้ ปล่อยให้สิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของเชียงใหม่จริงๆ มากลบความเป็นล้านนาไป ต่อไปเชียงใหม่สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไป หากต้องการแสงสี ถามว่าเราจะแข่งขันกับพัทยาได้หรือไม่ แต่เชียงใหม่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยศิลปะวัฒนธรรม สิ่งที่เป็นตัวตนของเชียงใหม่ ก็ทำให้มองว่า คนเชียงใหม่หากคิดไปในแนวเดียวกัน ร่วมกันรักษาเมืองของเรา เชื่อว่าจารีตประเพณี ศิลปะของเชียงใหม่จะไม่ตาย