วันศุกร์, 1 กรกฎาคม 2565

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จับมืออุทยานวิทย์ฯ มช.สรุปผลปิดบิ๊กโปรเจ็ค เร่งการเติบโต SMEs ภาคเหนือด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล

06 มี.ค. 2019
850
กดแชร์ได้ทุกช่องทาง

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จับมืออุทยานวิทย์ฯ มช.สรุปผลปิดบิ๊กโปรเจ็ค เร่งการเติบโต SMEs ภาคเหนือด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 เตรียมความพร้อมยกระดับภูมิภาคด้วย Nes S-Curve

6 มี.ค. 62 : ที่ชั้น 5 ห้องประชุมชั้น 5 @Nimman Convention Centre โรงแรม ยูนิมมาน เชียงใหม่ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีปิดโครงการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่องค์กรดิจิทัล (Business Transformation to Digital Firm) และโครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-Out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-Out to Tech Startup) พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านโครงการ จำนวน 64 ราย เตรียมความพร้อมยกระดับเศรษฐกิจภุมิภาคด้วย New S-Curve

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากยุทธศาสตร์การยกระดับเศรษฐกิจ โดยยึดหลักโมเดลการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) นั้น จึงมอบนโยบายให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เป็นหน่วยปฏิบัติในการเร่งผลักดันให้เกิดการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้และปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้าง SMEs สู่การเป็น Smat Enterprises โดยจับมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินการและผลักดันให้เกิดการสร้างและพัฒนาธุรกิจด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

 

จัดกิจกรรมโครงการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่องค์กรดิจิทัล (Business Transformation to Digital Firm) และโครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-Out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-Out to Tech Startup) เพื่อยกระดับการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในภาคเหนือสู่องค์กรดิจิทัล พร้อมเร่งการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทใหม่ให้เป็นธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ (Tech Startup) ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โครงการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่องค์กรดิจิทัล เป็นโครงการภายใต้โครงการตามหลักเกณฑ์การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีของกองทุน แนวทางที่ 3 โครงการพิเศษ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตและบริการในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน) ที่มีศักยภาพสามารถยกระดับการประกอบธุรกิจสู่องค์กรดิจิทัล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบนผ่านหลักสูตรการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอย่างเข้มข้น จำนวน 168 ชั่วโมง ผ่านกลไกกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติจริงในการทำแผนเปลี่ยนถ่ายสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation Plan) กับที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่องค์กรดิจิทัลได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถสร้างผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการนำแผนกลยุทธ์องค์กรไปปรับใช้กับธุรกิจได้ถึง 52 ราย จะมียอดเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 ล้านบาท ส่งผลให้ภายในระยะเวลา 3 ปี จะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

สำหรับโครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-Out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-Out to Tech Startup) เป็นโครงการที่สร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ ให้มีความพร้อมแบบก้าวกระโดดในการร่วมทุนกับนักลงทุนขนาดใหญ่ (Venture Capital) ภายใต้กลไกในการผลักดัน Startup ในรูปแบบใหม่

โดยผู้เข้าร่วมโครการที่ผ่านการพิจารณาในด้านศักยภาพจำนวน 32 ราย จะได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการนำเสนอโมเดลธุรกิจในรูปแบบของสตาร์ทอัพ (Pitching) จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และโอกาสในการโชว์ผลงานแก่ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปจากกิจกรรม Exhibition Showcase ก่อนคัดเลือกรอบสุดท้ายเพียง 12 ราย เพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึกแบบส่วนตัวจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับประเทศและสากล การเป็นพี่เลี้ยง (Brotherhood) เป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และร่วมกิจกรรมการแข่งขัน Startup Pitching Challenge เพื่อเฟ้นหาทีมที่มีรูปแบบธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนได้เข้าถึงแหล่งทุนรายใหญ่ในกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจแบบส่วนตัว (Personal Business Matching)

ทั้งนี้คาดว่าทั้ง 12 กิจการ จะมีรายได้รวมกันไม่น้อยกว่า 360 ล้านบาท เกิดการจ้างงานแบบ Skill Labor จำนวน 200 คน คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท และจะมีนักลงทุน (Venture Capital) สนใจลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท หรือประมาณ 5 กิจการ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดประมาณ 500 ล้านบาท