วันเสาร์, 20 กรกฎาคม 2567

(คลิป) เชียงใหม่ รวบ 2 พระปลอมลงทุนตั้งแคมป์ในป่ารกร้างพื้นที่สารภี ก่อนออกบิณฑบาบาตรเรี่ยไรเอาแต่เงิน แบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย

Social Share

เชียงใหม่ รวบ 2 พระปลอมลงทุนตั้งแคมป์ในป่ารกร้างพื้นที่สารภี ก่อนออกบิณฑบาบาตรเรี่ยไรเอาแต่ปัจจัยไม่เอาสิ่งของ แบบไม่เกรงกลัวกฏหมาย ชาวบ้านสงสัยเรียกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนรวบได้คาแคมป์

วันที่ 27 เม.ย.2567 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ , พ.ต.ท.จิตดนัย รัตนไพบูลย์เจริญ รอง ผกก.ป.สภ.สารภี , พ.ต.ท.สุชาติ หอมนาน สวป.สภ.สารภี , ร.ต.อ.สายันต์ บุญซาว รอง สวป.สภ.สารภี พร้อมด้วย พระปลัดวีระคุณ พรหมญาโณ พระวินยาธิการ เจ้าอาวาสวัดนันทาราม ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ , นายทิม พวงมาลา อายุ 57 ปี ผญบ. หมู่ 7 บ้านเชียงขาง ต.ไชยสถาน อ.สารภี , นายจรัล ยะมาวิรันดร์ กำนัน และกลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ต.ไชยสถาน นำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณ ที่รกร้าง หมู่ 7 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีพระสงฆ์นอกพื้นที่ได้มีการมาตั้งแคมป์อยู่บริเวณดังกล่าวหวั่นจะเป็นพระปลอม เพราะพระทั้งสองรูปนั้นมีพฤติกรรมแตกต่างจากพระสงฆ์ทั่วไป ไม่มีการบิณฑบาต มีการออกเรี่ยไรเงินชาวบ้านแต่ไม่ขอรับสิ่งของ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบบริเวณดังกล่าวได้มีการสร้างแคมป์ลักษณะเพิงพักใช้ไม้ไผ่ ใช้ผ้าใบและแสลมสีดำมุงไว้เพื่อเป็นที่พักพบพระสงฆ์สองรูป อยู่บริเวณดังกล่าว ทางตำรวจ พร้อมทั้งพระปลัดวีระคุณ พรหมญาโณ พระวินยาธิการ เจ้าอาวาสวัดนันทาราม จึงได้ขอตรวจใบสุทธิประจำวของพระภิกษุทั้งสอง แต่ไม่มีเอกสารยืนยัน มีแต่บัตรประจำตัวประชาชน นอกจากนี้ภายในเต็นท์ที่พักนั้นยังพบขวดสุราเปล่าอยู่ภายในเต็นท์ด้วย ซึ่งได้ทราบชื่อทั้งสองคนคือ นายสาคร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี บ้านอยู่ ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ จ.เชียงใหม่ และ นายสมพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี บ้านอยู่ ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

จากการถามนายสมพร ให้การว่า ไมได้บวช แต่ได้แต่งกายเป็นพระภิกษุมาอยู่ที่เกิดเหตุได้ประมาณ 10 กว่าวัน และได้ออกบิณฑบาตทุกเช้า ส่วนนายสาคร เคยบวชเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 แต่รูปภาพในบัตรประจำตัวประชาชนเป็นรูปแต่งกายฆราวาส ขอทำบัตรประจำตัวประชาชนเมือ่วันที่ 21 มีนาคม 2567 ซึ่งตอนที่ไปทำบัตรประจำตัวประชาชนได้แต่งกายเป็นฆราวาสทั่วไป หลังจากไปทำบัตรประชาชนเรียบร้อยแล้วก็ไม่ได้เข้าไปอุปสมบท ซึ่งทางพระปลัดวีระคุณ พรหมญาโณ ได้ตรวจสอบเอกสารที่พกติดตัวมา ก็พบว่า พระอุปัชฌาย์ไม่ได้ยืนยันรับรองการบวชให้ จึงเชื่อได้ว่า มีความผิดในนข้อหา แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่า เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคล เช่นว่านั้น” จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวชายทั้งสองคนไปที่วัดนันทาราม ตำบลไชยสถานก่อน เพื่อถอดจีวรออก ก่อนจะควบคุมตัวชายแต่งตัวคล้ายพระทั้งสองคนคือ นายสาคร คำบุญเกิด อายุ 53 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 60 หมู่ 6 ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ และนายสมพร แก้วทอง อายุ 55 ปี ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ไปดำเนินคดี ที่ สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นางกระจ่างจีรัณ วงค์แก้วจักรวุฒิ อายุ 57 ปี แพทย์ประจำตำบล และเป็นเจ้าของร้านขายน้ำชากาแฟ ในพื้นที่ตำบลไชยสถาน เล่าให้ผู้สื่อข่าวว่า เธอเห็นชายแต่กายคล้ายพระนี้มานานหลายเดือนแล้วก่อนหน้านี้เคยมาบิณฑบาตรละแวกนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 2 แล้วชาวบ้านจึงได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านตรวจสอบเพราะแปลกใจว่าทำไมพระสองรูปนี้บิณฑบาตรไม่รับสิ่งของขอเป็นปัจจัยเงินสดแทน โดยเธอได้คุยกับชายสองคนนี้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมาซื้อน้ำที่ร้านด้วยเธอได้ถามว่าเป็นพระมาจากที่ไหนชาสองคนนี้บอกว่าเป็นพระมาจากจังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งเธอก็บอกว่าทำไมมาจำวัดไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทำไมไม่จำวัดแถวภาคอีสาน ซึ่งชายทั้งสองคนบอกว่าไม่ได้มาจำวัดแต่เดินทางมาธุดงค์เธอก็ถามต่อว่าปักกลดที่ไหนชายทั้งสองคนบอกว่าปักกลดในป่าช้า แต่เธอก็แย้งไปว่าไม่เห็นพระมาปักกลดที่ป่าช้าเห็นมีแต่ป่ารกร้าง พอเธอถามไปเยอะๆชายคล้ายพระก็รีบเดินหนีไม่มาซื้อน้ำและไม่มาบิณฑบาตรที่นี้อีกเลยโดยตัวเธอมองว่าลักษณะแบบนี้เป็นพระปลอมแน่ เพราะที่ผ่านมาที่ อำเภอสารภีก็เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้เธอเชื่อ ที่ซักถามและยกมือไหว้ถือว่าไหว้ผ้าเหลืองเท่านั้น

นายทิม พวงมาลา อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านเชียงขาง ต.ไชยสถาน อ.สารภี กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยไปตรวจสอบพระหน่อยว่า เป็นพระจริงหรือพระปลอมซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านบิณฑบาตรแต่ไม่รับสิ่งของและกับข้าวขอแต่ปัจจัยและมีพระที่ไหนบ้างบิณฑบาตรตอน 10 -11โมง จะมีพระที่ไหนมาบิณฑบาตร เวลานี้เพราะใกล้เวลาฉันเพลแล้ว โดยจากการตรวจสอบพบว่า ชายสองคนนี้ปลอมเป็นพระมาตั้งแต่ต้นปีแล้วโดยตั้งเต็นท์อยู่ที่รกร้างแบบไม่เกรงกลัวกฏหมายโดยตนเชื่อว่าพวกนี้น่าจะทำเป็นขบวนการพลัดเปลี่ยนกันออกมาทำเหมือนเป็นอาชีพหลักเลยก็ว่าได้ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาดเพราะที่ผ่านมาจะเห็นข่าวลักษณะนี้บ่อยครั้งทำให้ชาวบ้านเกิดความเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา

เรื่องมาใหม่