
ตร.ไซเบอร์ 4 ช่วยเหยื่อจากเครือข่ายหลอกอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โทรหลอกโอนเงินเสียหายสูญเกือบ 2 ล้านบาท
วันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่ทำการ บก.สอท.4 (เชียงใหม่) โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 และ พ.ต.อ.พุฒิพัฒน์ พนมชัยจิรกุล ผกก.4 บก.สอท.4 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ช่วยเหยื่อโดนคนร้ายโทรหลอกอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินเสียหายสูญเงินเกือบ 2 ล้านบาท และได้ร่วมกันนำเงิน จำนวน 999,980 บาท จากธนาคารกสิกรไทย คืนให้แก่ผู้เสียหาย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” ณ บก.สอท.4 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยในส่วนเงินอีก จำนวน 499,980 บาท นั้น อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการประสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อนำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในวาระต่อไป
การดำเนินการในครั้งนี้ ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่ปฏิบัติการในครั้งนี้

สืบเนื่องจากวันที่ 25 ส.ค. 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ถูกคนร้ายใช้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาล แจ้งว่าผู้เสียหายค้างชำระค่าที่ดิน จากนั้นได้ให้เพิ่มเพื่อนไลน์ปลอมในชื่อหน่วยงานราชการ พร้อมส่งเอกสารปลอมอ้างว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินคืนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก่อนหลอกให้กดรหัสยืนยันเพื่อ “รับเงินคืน” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการทำรายการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายเอง ซึ่งผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร 3 บัญชี รวม 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 1,998,940 บาท เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ thaipoliceonline.go.th และคดีถูกส่งต่อให้ กก.4 บก.สอท.4 สืบสวนขยายผล
โดย พ.ต.อ.พุฒิพัฒน์ พนมชัยจิรกล ผกก.4 บก.สอท.4 ได้สั่งการให้ทีมสืบสวนและทีมสอบสวนบูรณาการกัน สืบสวนติดตามคนร้ายและเงินของผู้เสียหาย ผลการสืบสวนและสอบสวนสามารถประสานให้ธนาคารอายัดเงินของผู้เสียหายได้ทัน จำนวน 2 ใน 3 บัญชี ก่อนมีการถอนเงินออก ทำให้เงินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ มีเพียงบัญชีที่ 3 ซึ่งคนร้ายสามารถถอนเงินสดออกไปได้สำเร็จผ่านสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.พัทยา จ.ชลบุรี และเมื่อสืบสวนขยายผลต่อไป จึงสามารถดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีที่ 3 คือ น.ส.วารีรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารและถอนเงิน โดยผ่านการควบคุมของบุคคลชาวจีน

โดยกลุ่มเครือข่ายนี้มีการทำงานอย่างเป็นระบบ ทั้งผู้เปิดบัญชีม้า ผู้จัดหาบัญชี คนขับรถ ผู้ควบคุมการถอนเงินที่เป็นคนจีน ล่ามแปลภาษาจีน และหัวหน้าเครือข่ายชาวจีนที่ทำหน้าที่รับเงินและบงการทั้งขบวนการ ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนนี้ทำให้สามารถขอศาลจังหวัดเชียงรายออกหมายจับผู้ต้องหา ได้จำนวน 6 ราย เป็นชาวไทย 4 ราย ชาวจีน 2 ราย ซึ่งปัจจุบันสามารถจับกุมและดำเนินคดี ผู้ต้องหาชาวไทยได้เพิ่มเติม จำนวน 2 ราย โดยมีความเห็นสั่งฟ้องทั้งหมด เสนออัยการจังหวัดเชียงรายแล้ว ซึ่งพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จากกรณีข้างต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.4 ได้ประสานงานร่วมกับทาง ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ กระทั่งสามารถอายัดเงิน จำนวน 1,499,960 บาท ที่ผู้เสียหายได้โอนไปยังบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาไว้ได้ทัน ซึ่งเจ้าของบัญชีธนาคารเองไม่ได้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลและติดตามจับกุมตัว

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า เรื่องนี้ก็เป็นอีก อีกคดีหนึ่งในหลายๆ คดีที่ อยู่ในการดำเนินการของ ตำรวจไซเบอร์ เรื่องนี้เหตุเกิดตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมปี 2568 ทางผู้เสียหายได้ถูกหลอก มีคนมาแอบอ้างว่า จะสามารถ คืนเงินให้กับเขาได้ในรูปแบบของการ การเสียภาษี ที่อาจจะเสียชำระ มากเกินไปกว่าปกติ หรือด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ที่คนร้ายจะออกอุบายมาโกหกหลอกลวง และเข้ามาตีสนิท บอกว่าจะให้ความช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินไปในวันเดียวกัน 3 ครั้ง เป็นจำนวนเงินถึง ล้านกว่าบาทด้วยกัน แต่โชคดีตรงที่ว่า สามารถติดตามเงินคืนได้ เพราะว่า หลังจากโอนเงินไปไม่นาน และไม่ได้ข้ามวัน ก็รีบติดต่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ซึ่งมีศูนย์ดูแลแบบเรียลไทม์ (Real-time) อยู่ที่กรุงเทพมหานคร หรือที่รู้จักในนามของศูนย์ AOC 1441 จะมีทั้งหน่วยงานของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็ทางธนาคาร ประสานงานกัน ซึ่งเคสลักษณะอย่างนี้ ยังไม่ได้มีการโอนเงินไหลไปถึงบัญชีอื่นๆ ของคนร้าย
ทางศูนย์ AOC ก็ประสานมาที่ บก.สอท.4 และแจ้งว่า เคสนี้น่าจะติดตามคนร้ายได้ อยากให้ไปช่วยดูตามจุดต่างๆ ซึ่งขณะเดียวกัน ที่ได้ตรวจสอบก็พบว่า คนร้ายกำลังจะถอนเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร มีคนที่เป็นบัญชีม้า ที่ไปรับเงินจากแบงก์ ตัวคนจีนที่มาคอยควบคุมกำกับดูแล เพราะเขาก็กังวลว่าให้คนไทยไปถอนเงินและเกรงว่าจะไม่ได้เงิน ซึ่งบัญชีม้าก็ได้รับเพียงค่าจ้างคนละ 1,000 – 2,000 บาท สุดท้ายเงินก้อนใหญ่ก็ต้องเอามาให้กับบอสที่เป็นคนจีน ในเรื่องนี้สามารถติดตามเงินคืนได้ 2 บัญชี ก็ถือว่า ยังโชคดีที่ตามเงินคืนได้ แต่สำหรับรายอื่นๆ ที่ถูกหลอกอย่างนี้ ก็อาจไม่ได้โชคดีอย่างนี้เสมอไป ก็อยากจะฝากเตือนถึงประชาชน ทุกๆ ท่าน ว่า การที่เรา มีสติ ไม่เชื่อใครง่ายๆ ไม่รีบโอนเงินไปง่ายๆ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ตามคำขวัญที่ทางตำรวจไซเบอร์อยากจะประชาสัมพันธ์ ในทุกๆ กรณี เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของทางพวกคนร้ายได้โดยง่าย อันนั้นคือดีที่สุด แต่ว่าถ้าเกิดเหตุไปแล้ว ก็ขอให้ท่านมีสติ รีบแจ้งความ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1441 จะมีระบบการติดตาม แล้วก็อายัดบัญชีโดยเร็ว

เรื่องมาใหม่
- ตร.ไซเบอร์ 4 ช่วยเหยื่อจากเครือข่ายหลอกอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โทรหลอกโอนเงินเสียหายสูญเกือบ 2 ล้านบาท
- เปิดแล้ว “กว่า แหล่ โกม ครั้งที่ 5” วิ่งรับหมอก ชมเมืองแม่สะเรียง สัมผัสมนต์เสน่ห์งานออกหว่า สมัครด่วนก่อนเต็ม
- แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ชายแดนแม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์ไทย-เมียนมา สร้างความมั่นใจให้ประชาชน
- (มีคลิป) เชียงใหม่เร่งปั้น “Wellness Hill – Wellness Hot-Spring” ดันเส้นทางท่องเที่ยวสุขภาพ สู่เมืองท่องเที่ยวมูลค่าสูง
- ลงทุนทิพย์สูญกว่า 21 ล้าน บุกจับสาววัย 52 ปี หลอกข้าราชการบำนาญแม่สะเรียง โอนเงินกว่า 150 ครั้ง อ้างธุรกิจ-ส่งออกข้าว สุดท้ายไร้ผลตอบแทน





