วันอาทิตย์, 25 ตุลาคม 2563

หอการค้าเชียงใหม่ห่วงอุตสาหกรรมขนส่งบริการ หลังหมดเวลาพักชำระหนี้ ส่วนรถตู้-รถบัสนำเที่ยวตกงานกว่า 90%

หอการค้าเชียงใหม่ห่วงอุตสาหกรรมขนส่งบริการ หลังหมดเวลาพักชำระหนี้ SME ชี้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ขณะที่รถบัส-รถตู้นำเที่ยวกว่า 90%แขวนป้ายไร้งาน ขาดรายได้ คาดคงต้องปล่อยไฟแนนซ์ยึดเหตุไม่มีเงินจ่ายชำระค่างวด ปธ.หอการค้าฯระบุศก.ปีหน้าหากไม่มีการระบาดระลอกใหม่เชื่อเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว แจงแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 63 ที่สำนักงานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นายวโรดม ปิฎกานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารได้ร่วมกันแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 โดยดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจในรอบ 9 เดือนของปี 63 ว่า เศรษฐกิจของเชียงใหม่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่เมื่อมีสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมากและทำให้เศรษฐกิจโดยรวมหดตัวไปด้วย

การบริโภคภาคเอกชนหดตัวอย่างมาก ตามกำลังซื้อ ส่วนด้านสินเชื่อเข้มงวดปล่อยสินเชื่อให้ยาก ภาครัฐแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือ SMEs ถึง 5 แสนล้านบาท แต่ความเป็นจริงส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงเงินทุนดังกล่าว ทำให้ขาดเงินหมุนเวียนการจ้างงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ การท่องเที่ยวลดลง ดูจากสถิติผู้โดยสารผ่านทางท่าอากาศยานเชียงใหม่ ปี 62 สูงถึง 11 ล้านคน เป็นชาวตี่างชาติ 1.5 ล้านคน แต่ในไตรมาส 1-2 ของปี 63 ลดลงถึง 93.7% แม้ว่าไตรมาส 3 จะดีขึ้นจากมาตรการไทยเที่ยวไทยและเป๋าตุง แต่ยังติดอยู่ร้อยละ 68.5 เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นศูนย์

นายวโรดม ปิฎกานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564 จะสอดคล้องกับเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งขึ้นอยู่การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงในไทย หากไม่มีการระบาด โอกาสการฟื้นตัวจะเร็วขึ้น รวมถึงปัจจัยเรื่องวัคซีน การใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และการเตรียมพร้อมเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วงคือมาตรการพักชำระหนี้ที่จะหมดเขต 22 ต.ค.นี้ ทางภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลมีการขยายเวลาออกไปเพราะ SMEs ยังอ่อนแอ แต่รัฐบาลก็ไม่มีการขยายเวลาแล้วเพราะเกรงว่าจะผิดวินัยการเงินและทำให้เงินไม่เข้าสู่ระบบธนาคาร โดยให้ผู้ประกอบการไปเจรจากับสถาบันการเงินเอง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ทางหอการค้าฯเองก็แจ้งไปยังสมาชิกแล้วว่าหากมีปัญหาอุปสรรคะให้ทางหอการค้าฯประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทยให้

“ล่าสุดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมด้านมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ในการจัดเตรียมที่พักแบบ Alternative Local Quarantine สำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) แบบจำกัดจำนวนตามที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาฯ การท่าอากาศยานเตรียมความพร้อมที่จะรับเที่ยวบินระหว่างประเทศวันละ 2 เที่ยวบิน หรือไม่เกินวันละ 400 คน ดังนั้น หอการค้าฯ คิดว่าเราจะต้องรอบคอบและมีมาตรการที่เข้มงวด หากดำเนินการได้จะเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้ และในปี 63 ดำเนินการไม่ทัน ส่วนแนวโน้มปี 64 ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นของภาครัฐเป็นหลัก ได้แก่ การรกระตุ้นกำลังซื้อจากชาวบ้านผ่านราคาสินค้าเกษตร กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นด้านการคลัง ทดแทนการลงทุนภาคเอกชน ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ช่วยเหลือกลุ่ม SMEs ซึ่งล่าสุดออกมาตรการด้านการสร้างแรงงานตามโครงการ 1 มหาวิทยาลัย 1 ตำบลก็จะช่วยให้แรงงาน และนักศึกษาจบใหม่มีงานทำเพิ่มมากขึ้น”

แผนงานต่อไปของหอการค้าฯ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปลายปี 64 ด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เติมเต็มช่องว่างของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป เตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ เพราะที่ผ่านมาสร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจมากกว่า 48,400 – 50,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมผลักดันให้เชียงใหม่เป็น Medical-Wellness Tourism เพื่อรองรับ Long Stayer เนื่องจากเชียงใหม่มีเทคโนโลยีแพทย์เฉพาะทางเฉพาะด้านที่มีชื่อเสียง และมีโรงพยาบาลระดับมาตรฐานในระดับนานาชาติ ตลอดจนธุรกิจบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจร โดยศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของเชียงใหม่ มีสถานบริการโดยรวมมากถึง 1,534 แห่ง ซึ่งคาดว่าได้สร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่มากกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และยังมีโครงการ Thai cometopoeia หรือการสร้างสรรค์คุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น ที่หอการค้าร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว) ที่จะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์นวอัตลักษณ์เครื่องสำอาง (Innovative Identity Cosmetic) ประเทศไทยให้มีความโดดเด่น และแตกต่าง ด้วยการใช้ทรัพยากรฐานชีวภาพที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่ โดยใช้ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ในอนาคตจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่เติบโตมีมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านบาท โครงการ Medicopolis เชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวในประเทศที่ได้ลงนามกับ TCEL และศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งหอการค้าจังหวัดเป็นเครือข่ายหนึ่งที่จะส่งเสริมจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองสุขภาพ ในการรองรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ และการดูแลรักษาพยาบาลในอนาคต ซึ่งมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

หอการค้าฯ ยังผลักดันด้านการค้าชายแดน กิ่วผาวอก-หลักแต่งอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ได้สนับสนุนและประสานงานทางพม่าแล้ว หากมีการเปิดผ่อนปรนก็จะเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงจะส่งเสริมการท่องเที่ยวชายแดนด้วย ดังนั้น หากสามารถยกระดับเป็นด่านถาวรได้จะทำให้มีการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าทางการค้าที่เกิดขึ้นจะสูงถึงปีละ 5 หมื่นล้านบาท

สนับสนุนโครงการ Gastronomy Tourism ที่หอการค้าฯ จะได้ร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ ฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายหลังวิกฤติโควิด-19 ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้า และผู้ประกอบการธุรกิจบริการ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เป็นการสร้างภาพลักษณ์เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารล้านนาแบบใหม่ หรือ Chiang Mai Gastronomy Culture และเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวคุณภาพในปี 2564 ไม่น้อยกว่า 50,000 คนด้วย

หอการค้าฯ มีแผนงานที่จะร่วมกับภาคเอกชน และภาคการศึกษาที่จะผลักดัน Smart City เมืองอัจฉริยะ ให้เกิดพื้นที่นำร่องเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะย่านนิมมานเหมินท์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวในรูปแบบ New Normal ในอนาคต ซึ่งจะเป็นส่วนสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนด้านเศรษฐกิจใหม่ด้านดิจิตอลในพื้นที่มากกว่า 5,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการประชุมและแสดงสินค้า หรือ MICE City และส่งเสริมเศรษฐกิจบ้านพี่เมืองน้อง (Sister City) ที่จะสานต่อความร่วมมือในอนาคต หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง โดยหอการค้าฯจะติดตามผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศตามนโยบายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย รวมถึงทางยุโรปที่เคยมีความร่วมมือกัน อันจะเป็นการส่งออกสินค้า และการค้าขายระหว่างกันในอนาคตรวมถึงการท่องเที่ยวด้วย

นายสัมฤทธิ์ ไหคำ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อแม้ว่าไตรมาส 2 จะลดลง แต่คนก็ประหยัดมากขึ้น ทำให้ไตรมาส 3 เงินเฟ้อดีขึ้นแต่ก็ยังติดลบร้อยละ 0.8 ขณะที่อัตราว่างงานดูตัวเลขแล้วร้อยละ 3.4 ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนักเพราะภาคเหนือแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ตัวเลขคนว่างงานส่วนใหญ่จึงมาจากภาคบริการและท่องเที่ยว และหากดูแนวโน้มเศรษฐกิจแล้วธุรกิจที่หนักและน่าเป็นห่วงคือธุรกิจอุตสาหกรรมขนส่งและบริการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งนำเที่ยวทั้งรถบัสและรถตู้ที่ทำทั้งเอ้าท์บาวน์และอินบาวด์ เนื่องจากเกิดการระบาดของโควิดฯทำให้เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับภาระ เพราะไม่มีลูกค้า รถต้องจอดนิ่งมานานแต่ขณะเดียวกันภาระค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ค่าผ่อนค่างวดรถยังเท่าเดิม

“รถเหล่านี้ต้องผ่อนชำระกับไฟแนนซ์และหากไม่มีเงินผ่อนก็จะปล่อยให้ถูกยึด และทางไฟแนนซ์เองก็ไม่ได้อยากจะยึดเท่าไหร่แต่หากไม่มีเงินชำระค่างวดจะให้ทำอย่างไร รถตู้ รถทัวร์มือ 2 ทางเต้นท์รถมือ 2 ก็ไม่รับเพราะรถตู้ไม่ได้ขายง่ายเหมือนรถส่วนบุคคลทั่วไป ขนาดจอดทิ้งไว้ข้างทางยังไม่มีคนขโมยเลย รถตู้ รถบัสหลายบริษัทจึงใช้มาตรการแขวนป้าย บางบริษัทมีรถ 50-80 คันต้องแขวนป้ายถึง 90% และผู้ประกอบการก็ไม่สามารถไปขอกู้เงินจากโครงการช่วยเหลือ SMEs ได้เพราะแบงก์ถือว่ารถไม่ใช่สินทรัพย์”รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวและว่า

ในขณะนี้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และเข้าสู่ไฮซีซั่น ในส่วนของภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการก็เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว ตอนนี้เชียงใหม่ก็เริ่มเป็นที่นิยม มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นเมื่อมีการเปิดสวนดอกไม้และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ทางธรรมชาติ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวเองก็ต้องปรับตัวหันมาทำตลาดในประเทศมากขึ้น ล่าสุดก็เจาะกลุ่มที่เพิ่งเกษียณอายุหรือกลุ่ม YO ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการความสะดวก สบายและไปท่องเที่ยวย้อนรำลึกความหลัง โดยจัดท่องเที่ยวันเดย์ทริปขึ้นรถไฟไปรำลึกความหลังที่ลำปาง พาไปไหว้พระและสัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่นั่น โดยร่วมกับทางททท.ลำปางซึ่งได้เริ่มกิจกรรมเมื่อ 29 ก.ย.และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 พ.ย.โดยกิจกรรมจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก