วันอังคาร, 29 กันยายน 2563

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส และสตรอม ร่วมพัฒนา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ใช้เป็นครั้งแรกในไทย

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส และสตรอม ร่วมพัฒนา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ เป็นบริษัทขนส่งแห่งแรกในประเทศไทยที่นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาให้บริการรับ-ส่งเอกสารและพัสดุ
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 50 คันแรกจะเริ่มให้บริการครอบคลุม 5 เขตในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหนึ่งคันสามารถขับเคลื่อนได้ 115 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

กรุงเทพฯ, 1 กรกฎาคม 2563 – ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้นำด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ ร่วมมือกับสตรอม บริษัทผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายชั้นนำและผู้ให้บริการโซลูชั่นสำหรับการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาให้บริการรับและส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผู้ส่งหรือผู้รับอยู่ภายในประเทศไทย โดยถือเป็นผู้ให้บริการลอจิสติกส์รายแรกในประเทศไทยที่นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาใช้งานจริง มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารวม 50 คันจะประจำอยู่ที่ศูนย์บริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส 5 แห่ง เพื่อขนส่งเอกสารและพัสดุขนาดเล็กครอบคลุมย่านดอนเมือง พระราม 9 พระราม 3 บางแคและบางนา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ทำงานร่วมกับสตรอมในการพัฒนาและปรับใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดของกรุงเทพฯ โดยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหนึ่งคันสามารถชาร์จเต็มภายใน 5 ชั่วโมงขับเคลื่อนได้ 115 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ความเร็วสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นควัน กลิ่น หรือเสียงรบกวนเนื่องจากใช้ระบบไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเหล่านี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 10,000 ต้นในแต่ละปี

เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า “ภารกิจของด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลกรุ๊ป (DPDHL) คือการเชื่อมต่อผู้คนทั่วโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน เราเชื่อมั่นว่าหน้าที่ของเราครอบคลุมถึงความรับผิดชอบต่อพนักงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการ GoGreen คือ การแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เราภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศรายแรกในประเทศไทยที่ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับการรับและส่งเอกสารและพัสดุระหว่างประเทศที่มีต้นทางหรือปลายทางในประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาโซลูชั่นใหม่เพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซมลพิษที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050”

ศิวเวศม์ หงษ์นคร รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นก้าวแรกในแผนการของเราที่จะเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั้งหมด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเหล่านี้จะช่วยให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษายานพาหนะอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่คูเรียร์ของเรายังรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการขับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ไม่ส่งมลพิษให้กับสังคมในทุกๆ วัน”

คีธ ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทสตรอม ผู้บุกเบิกและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้ผลิตโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพื่อใช้ในธุรกิจขนส่งแบบ last mile และในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ในการทำให้คอนเซปต์นี้ให้เกิดขึ้นจริง เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งนี้”

 

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)  และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 0.86% ของก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก[1] องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มีการรณรงค์ให้ภาคเอกชนร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 7-20% ภายในปี 2020 สำหรับประเทศไทย เป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 20-25% หรือเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 111 ล้านตัน ภายในปี 2030[2]

การเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ GoGreen โดยด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลกรุ๊ป (DPDHL) มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศสู่สังคม ภายในปี 2050 DPDHL คาดว่าจะลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวกับการขนส่งทั่วโลกให้เป็นศูนย์ ปัจจุบัน ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 60 ตันในปีนี้ หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 6,000 ต้น

**[1] Garmanwatch.org – Global Climate Risk Index 2020

**[2] Wikipedia – Thailand Greenhouse Gas Management Organization